โรคลมหลับ และอ่อนเพลียเรื้อรัง

ถ้าคุณกำลังนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเพลียๆ แต่ละนาทีผ่านไปเนิบช้า และทุกวินาทีเต็มไปด้วยความรู้สึกล้า ง่วงๆ ซึมๆ เบลอๆ เหนื่อยหน่ายกับชีวิต เป็นไปได้ว่าความเครียดสะสมบวกกับกิจวัตรซ้ำซากทำให้คุณรู้สึกอึนๆ นอยด์ๆ แต่ก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่าร่างกายคุณกำลังเข้าข่าย “ผิดปกติ” ขึ้นแล้ว              อาการข้างต้นนี้อาจไม่เลวร้ายถึงขั้นเป็น “โรค” แต่ก็ไม่ควรไว้วางใจได้ นั่นเพราะคุณมีโอกาสตกอยู่ใน “ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง” หรือทางการแพทย์เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย             อาการดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุหรือเกิดจากสิ่งเร้าภายนอก หากแต่เกิดจากภายในตัวของคุณเองมูลเหตุที่นำมาซึ่งภาวะอ่อนเพลียเรื้อรังคือ การดำเนินชีวิตแบบผิดๆ ส่งผลให้ร่างกายมี “ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ”ไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรตลอดทั้งวัน ศัพท์สากลเรียกภาวะนี้ว่า Chronic Fatigue Syndrome (CFS)            อาการหลักๆ หรือสัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังเข้าสู่ CFS นั่นก็คือ เพลีย-หมดแรง ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ หรือนอนมาแล้วหลายชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น อยากนอนซ้ำอีก สมองคิดอะไรไม่ออก ตื้อ สับสน บางรายมีอาการปวดเมื่อย-ปวดเนื้อปวดตัว-ปวดหลัง หนักเข้าคือลุกขึ้นเดินแล้วการทรงตัวไม่ดี เป็นตะคริวบ่อย เท้าเย็น            บ่อยครั้งที่คุณเกิดอาการ ก็จะพึ่ง “ความหวาน”โดยเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยสดชื่นขึ้นดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟ หรือแม้แต่เครื่องดื่มชูกำลัง แต่นั่นคือ “ความเชื่อผิดๆ” เพราะยิ่งเราบริโภคความหวานเข้าสู่ร่างกายมาก ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งขึ้นสูง ร่างกายก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมให้ระดับน้ำตาลต่ำลง แต่แล้วคุณก็บริโภคหวานเข้าไปอีกตับอ่อนของคุณก็จะต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี            ภาวะ CFS มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงานช่วงอายุราวๆ 25-45ปี โดยสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน แต่สามารถป้องกันได้โดยเฉพาะการ “หลีกเลี่ยงน้ำตาล”คือไม่ควรเพิ่มน้ำตาลเข้าไปในร่างกาย ผ่านการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง            นอกจากนี้ จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียดจนเกินไป ขณะเดียวกันต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองขณะนอนหลับ สำหรับอาหารที่ควรจะรับประทานเพิ่มคืออาหารจำพวกโปรตีน วิตามิน ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม            อีกหนึ่งอาการที่มีระดับความรุนแรงจนกลายเป็น “โรค” คือการ “นอนหลับง่ายเกินไป” เรียกได้ว่าหลับได้ทุกเวลา ทุกการกระทำ หลับกะทันหัน หลับทั้งยืน หลับขณะขับรถ หรือแม้กระทั่งหลับขณะมีเพศสัมพันธ์ โรคนี้เรียกว่า “โรคลมหลับ” แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่าโรคดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเพราะสารเคมีในสมองกลุ่มสารสื่อประสาท Hypocretin ผิดปกติ โดยโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง            โรคลมหลับจะค่อยๆ มีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะแรกจะง่วงนอนในเวลากลางวัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนอาการจะเป็นมากขึ้น ต่อมาจะนอนไม่หลับในเวลากลางคืน และจะนอนหลับในช่วงกลางวันบ่อยขึ้น ในที่สุดอาการจะรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ คำแนะนำก็คือให้รีบพบแพทย์ตั้งแต่มีอาการระยะแรก

ถ้าคุณกำลังนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเพลียๆ แต่ละนาทีผ่านไปเนิบช้า และทุกวินาทีเต็มไปด้วยความรู้สึกล้า ง่วงๆ ซึมๆ เบลอๆ เหนื่อยหน่ายกับชีวิต เป็นไปได้ว่าความเครียดสะสมบวกกับกิจวัตรซ้ำซากทำให้คุณรู้สึกอึนๆ นอยด์ๆ แต่ก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่าร่างกายคุณกำลังเข้าข่าย “ผิดปกติ” ขึ้นแล้ว

อาการข้างต้นนี้อาจไม่เลวร้ายถึงขั้นเป็น “โรค” แต่ก็ไม่ควรไว้วางใจได้ นั่นเพราะคุณมีโอกาสตกอยู่ใน “ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง” หรือทางการแพทย์เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย

อาการดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุหรือเกิดจากสิ่งเร้าภายนอก หากแต่เกิดจากภายในตัวของคุณเองมูลเหตุที่นำมาซึ่งภาวะอ่อนเพลียเรื้อรังคือ การดำเนินชีวิตแบบผิดๆ ส่งผลให้ร่างกายมี “ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ”ไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรตลอดทั้งวัน ศัพท์สากลเรียกภาวะนี้ว่า Chronic Fatigue Syndrome (CFS)

อาการหลักๆ หรือสัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังเข้าสู่ CFS นั่นก็คือ เพลีย-หมดแรง ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ หรือนอนมาแล้วหลายชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น อยากนอนซ้ำอีก สมองคิดอะไรไม่ออก ตื้อ สับสน บางรายมีอาการปวดเมื่อย-ปวดเนื้อปวดตัว-ปวดหลัง หนักเข้าคือลุกขึ้นเดินแล้วการทรงตัวไม่ดี เป็นตะคริวบ่อย เท้าเย็น

บ่อยครั้งที่คุณเกิดอาการ ก็จะพึ่ง “ความหวาน”โดยเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยสดชื่นขึ้นดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟ หรือแม้แต่เครื่องดื่มชูกำลัง แต่นั่นคือ “ความเชื่อผิดๆ” เพราะยิ่งเราบริโภคความหวานเข้าสู่ร่างกายมาก ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งขึ้นสูง ร่างกายก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมให้ระดับน้ำตาลต่ำลง แต่แล้วคุณก็บริโภคหวานเข้าไปอีกตับอ่อนของคุณก็จะต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี

ภาวะ CFS มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงานช่วงอายุราวๆ 25-45ปี โดยสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน แต่สามารถป้องกันได้โดยเฉพาะการ “หลีกเลี่ยงน้ำตาล”คือไม่ควรเพิ่มน้ำตาลเข้าไปในร่างกาย ผ่านการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง

นอกจากนี้ จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียดจนเกินไป ขณะเดียวกันต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองขณะนอนหลับ สำหรับอาหารที่ควรจะรับประทานเพิ่มคืออาหารจำพวกโปรตีน วิตามิน ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม

อีกหนึ่งอาการที่มีระดับความรุนแรงจนกลายเป็น “โรค” คือการ “นอนหลับง่ายเกินไป” เรียกได้ว่าหลับได้ทุกเวลา ทุกการกระทำ หลับกะทันหัน หลับทั้งยืน หลับขณะขับรถ หรือแม้กระทั่งหลับขณะมีเพศสัมพันธ์ โรคนี้เรียกว่า “โรคลมหลับ” แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่าโรคดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเพราะสารเคมีในสมองกลุ่มสารสื่อประสาท Hypocretin ผิดปกติ โดยโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

โรคลมหลับจะค่อยๆ มีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะแรกจะง่วงนอนในเวลากลางวัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนอาการจะเป็นมากขึ้น ต่อมาจะนอนไม่หลับในเวลากลางคืน และจะนอนหลับในช่วงกลางวันบ่อยขึ้น ในที่สุดอาการจะรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ คำแนะนำก็คือให้รีบพบแพทย์ตั้งแต่มีอาการระยะแรก